Sunday, September 23, 2007

God Bless the Room

อารัมภบท

ในหูยังมีเสียงวิ้ง วิ้ง วิ้ง ขาและหลังปวดและเมื่อยเพราะไม่ได้นั่ง นิ้วตีนทั้งสิบถูกบีบอัดอยู่ในรองเท้าผ้าใบ ทันทีที่ถอดถุงเท้ารองเท้าออก มันก็กางแผ่อย่างหมดเรี่ยวแรง

แต่สามชั่วโมงก่อนหน้านี้ มันคือเรื่องราวของผู้คนในห้องเล็กๆ

God Bless the Room เป็นคอนเสิร์ตรวม 6 ศิลปินจาก Smallroom (ได้แก่ Slur, Lemon Soup, Tattoo Colour, Yarinda and friends, บอล จารุรักษ์ และกิ กิรตา) ที่ไม่เพียงแต่จะมาเล่นในคอนเสิร์ตเดียวกันเท่านั้น แต่ยังเป็นคอนเสิร์ตที่มีกติกาว่า ไฟไปหยุดที่เวทีของใคร คนนั้นต้องเล่น!

1

ผมจอดรถเรียบร้อย จึงเดินไปทางบูธของ Smallroom โอ๊ะ! นั่นมันแผ่น The Mary Onettes นี่นา โอ้ววว ในที่สุด Smallworld ก็วางแผงอัลบั้มนี้ซักที แต่เนื่องจากเป้าหมายวันนี้ ไม่ใช่การสอยแผ่นใดๆ ทั้งสิ้น ผมจึงเดินตัวเปล่าไปหาที่นั่งรอเพื่อน และรอเวลาประตูเปิด

2

แสงไฟสาดไปทั่วสตูดิโอที่ 8 ของมูนสตาร์ ทางด้านขวาคือเวที 3 เวทีเรียงกัน ทุกเวทีมีกลองชุดและเครื่องเสียงตั้งอยู่ เช่นเดียวกันกับทางด้านซ้าย แต่ละเวทีจะมีหนึ่งศิลปินจับจองเป็นเจ้าของ

แน่นอนว่าผมต้องอยากยืนอยู่หน้าเวทีของศิลปินที่ชอบ เดาได้ไม่ยากว่าเป็น Slur วงสุดรัก แต่เดาให้ตายยังไงก็เดาไม่ออก เพราะทุกเวทีเหมือนกันหมดเลย ก็เลยตัดสินใจปักหลักตรงกลาง จากมุมนี้ หันซ้ายขวาหน้าหลังแล้วน่าจะเห็นทุกวง

3

เสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีจบลง วีเจลูกเกดก้าวขึ้นเวทีในฐานะพิธีกรของงาน ก่อนจะเปิดตัวศิลปินทั้ง 6 ราย ด้วยแสงและสีที่ทำให้ผมขนลุกซู่ ด้านขวามือ เวทีแรกคือบอล จารุรักษ์ and the GAY band ถัดมาที่เวทีกลางคือ Slur (กรี๊ดดดด) และปิดท้ายด้านในสุดด้วย Yarinda and friends ส่วนด้านซ้ายมือ เวทีแรก (ตรงข้ามบอล) คือ Lemon Soup ถัดมา (ตรงข้าม Slur) คือ Tattoo Colour และด้านในสุด (ตรงข้ามญารินดา) คือกิ กิรตา

หลังจากนั้น ก็อธิบายกติกาและวิธีการสุ่มวงที่จะเล่น (กดรีโมต) ซึ่งให้คนดูมีส่วนร่วมเล่นด้วย กติกาก็คือ เมื่อกดรีโมตแล้ว ไฟก็จะวิ่ง และเมื่อไปหยุดที่วงไหน วงนั้นต้องเล่น เพราะฉะนั้น พอวงแรกเล่นเสร็จหนึ่งเพลง ก็กดไฟอีกครั้ง ให้วงต่อไปเล่นอีกเพลง เป็นอย่างนี้อยู่ซักพัก (Tattoo Colour โดนไปสองเพลงแล้ว ในขณะที่ Slur ยังไม่โดนซักเพลง) ก็ให้รู้สึกงงๆ เพราะไม่เคยดูคอนเสิร์ตที่ต้องหมุนไปหมุนมาแบบนี้

ในระหว่างที่กำลังงงๆ อยู่นั้นเอง ทุกคนก็เห็นพ้องกันว่า กว่าจะกดไฟได้เล่น มันช่างเสียเวลาซะเหลือเกิน เขาก็เลยเปลี่ยนกติกาใหม่ คือกดไฟเหมือนเดิมนั่นแหละ แต่กดก่อนที่วงที่กำลังเล่นอยู่จะเล่นเสร็จ (มันเปลี่ยนกติกาตรงไหนฟร่ะ)

Slur

แบงค์เจ็บคอ หมอห้ามใช้คอหลายเดือน Slur ในวันนี้จึงขาดสีสันของรัมเป็ต ผลก็คือสุ้มเสียงที่ดิบและดุดัน ชนิดที่คอร็อกจะต้องซี้ดซ้าดดดด พลังงานของสี่หนุ่มบนเวทีล้นปรี่ (เช่นเดียวกับที่ผมได้ดู Slur เล่นครั้งแรกที่นี่เช่นกัน) ทนแทนสมาชิกที่ขาดหายได้อย่างน่าทึ่ง

Tattoo Colour

Tattoo Colour ขึ้นชื่อในเรื่องความแพรวพราวและความฮามาแต่ไหนแต่ไร แต่การแสดงในวันนี้มันคือที่สุดของที่สุด ทุกมุขมาในจังหวะและปริมาณที่พอเหมาะพอเจาะ ประกอบกับฝีมือทางดนตรีที่จัดจ้าน และพลังงานบนเวที ทุกเพลงมีเมโลดี้ติดหู และคนร้องตามได้ ทำให้ผมประทับใจการแสดงของวงนี้มากที่สุดในคอนเสิร์ตครั้งนี้ ความพิเศษของวันนี้คือ วงเล่นเพลงใหม่เอี่ยมจากอัลบั้มที่กำลังจะออกปีหน้าให้ฟังกันเป็นที่แรก พร้อมกับ MV ทำมือ ที่เรียกเสียงฮาไปหลายกระบุง แต่ที่สุดยอดเหนือคำบรรยาย และเป็นการแสดงที่ดีที่สุดของค่ำคืนนี้คือเพลง “เกาะร้างห่างรัก” ในเวอร์ชั่นบอยแบนด์! ที่เรียกเสียงกรี๊ด เสียงฮา และเสียงปรบมือชนิดถล่มทลาย

Lemon Soup

แม้ประสบการณ์ครั้งแรกของผมกับ Lemon Soup จะไม่ค่อยประทับใจ แต่ผมรู้สึกว่าการแสดงของวงดีขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะครั้งนี้ ซาวด์โดยรวมของวงดีมากๆ และ “ระหว่างทาง” ก็เป็นอีกหนึ่งเพลงที่มีพลังมากที่สุดในคอนเสิร์ตครั้งนี้

Yarinda and friends

ไม่เคยดูการแสดงของญารินดามาก่อน แต่เคยได้ยินเสียงแว่วว่าเนือยและน่าเบื่อ อยากจะตบปากคนแว่วเสียงนั้นมาซะจริง เพราะการแสดงที่ผมได้ดูวันนี้มันช่างยอดเยี่ยมมากมาย ดนตรีของวงมีทั้งความอ่อนหวาน ความหนักแน่นแบบดนตรีร็อก แล้วผสมความเป็นแจ๊ซและโฟล์กเพิ่มเข้าไป อีกทั้งแสงประกอบก็ช่างเข้ากับเพลงเหลือเกิน มันจึงเปี่ยมเสน่ห์เหนือคำบรรยาย

บอล จารุรักษ์

อันที่จริงไม่ได้ปลื้มเพลงของบอลเท่าไหร่ แต่คอนเสิร์ตครั้งนี้ทำให้เปลี่ยนใจ เพราะบอล and the GAY band เล่นสดได้เริ่ดมากกกกกก ยกให้เป็นที่สองของวันนี้ (และมุขแพรวพราวไม่แพ้ Tattoo Colour เลย) บอลไม่ได้มาแบบวันแมนโชว์ และ The GAY band ก็ไม่ใช่แค่วงแบคอัพ ทุกชีวิตบนเวทีเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ดนตรีโซลอาร์แอนด์บีที่เล่นกันแบบเต็มวงนั้นจึงเต็มไปด้วยความสนุกและคึกคัก ขอแนะนำให้ทุกท่านหาโอกาสดูแบบเต็มวงให้ได้

กิ กิรตา

กิไม่ได้ปล่อยมุขแบบ Tattoo Colour หรือบอล แล้วก็ไม่ได้พูดเก่งขนาดนั้น อีกทั้งเพลงของกิก็ไม่ใช่เพลงชวนโยกเหมือนอย่างวงอื่นๆ แถมยังเป็นน้องเล็กของคอนเสิร์ตอีกต่างหาก เลยรู้สึกเฉยๆ กับการแสดงของกิ (แถมเพลงก็เคยฟังอยู่ไม่กี่เพลง) แต่เรื่องความน่ารักและเสน่ห์บนเวทีคงจะถูกใจหนุ่มๆ

10

ในหูยังมีเสียงวิ้ง วิ้ง วิ้ง ขาและหลังปวดและเมื่อยเพราะไม่ได้นั่ง นิ้วตีนทั้งสิบถูกบีบอัดอยู่ในรองเท้าผ้าใบ ทันทีที่ถอดถุงเท้ารองเท้าออก มันก็กางแผ่อย่างหมดเรี่ยวแรง

แต่สามชั่วโมงก่อนหน้านี้ มันคือเรื่องราวของผู้คนในห้องเล็กๆ

Monday, August 13, 2007

Pain Killer: ปาร์ตี้เปิดอัลบั้มใหม่ Futon (ต่ำกว่า 20 ห้ามอ่าน)

ผมเกือบจะไม่ได้ไปปาร์ตี้เปิดอัลบั้มใหม่ของ Futon ซะแล้ว โชคดีที่สถานการณ์เข้าข้าง ประกอบกับไม่ขี้เกียจ และช่วงนี้ฟิตอยากดูคอนเสิร์ต รวมทั้งมีเพื่อนไปด้วย (ซึ่งก็ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกล นั่นคือพี่ grappa และ merveillesxx ผู้บุก IDIOM ด้วยกันเมื่อครั้งก่อนั่นเอง) แถมฟรีอีกแล้ว! พลาดได้ไง

Futon เป็นวงดนตรีหลายสัญชาติ มีทั้งไทย จีน อังกฤษ แต่ในอัลบั้มชุดล่าสุด สมาชิกหลักของ Futon เหลือเพียงแค่สี่คน คือ จีน (ร้องนำ) โอ๋ (เบส เคยเล่นเบสให้โจอี้ บอย คนที่หัวฟูๆ นั่นแหละครับ เคยออกอัลบั้มในนามสไตรรีน จังเกิ้ล ซึ่งผมเขียนภาษาอังกฤษไม่ถูก และเคยเป็นดีเจของแฟตเรดิโอด้วย) บี (กีต้าร์) และไซม่อน (กลอง คนเดียวกับที่เคยเป็นมือกลองของ Suede)

Futon เริ่มต้นจากการเป็นวงแนวอิเล็กโทร ที่มีเสียงสังเคราะห์หนุบหนับเต็มไปหมด ก่อนจะลดทอนเสียงเหล่านั้น และเพิ่มความเป็นร็อกมากขึ้นในอัลบั้มชุดที่สอง สำหรับอัลบั้มชุดที่สามนี้ Futon ใช้ชื่อว่า Pain Killer และเดินหน้าเข้าสู่ความเป็นร็อกเปรี้ยวๆ แบบเต็มตัว

สำหรับปาร์ตี้เปิดอัลบั้ม พี่ท่านก็ใจดี จัดให้สองรอบ รอบแรกเป็นรอบเยาวชน โนแอลกอฮอล์ โนสโมกกิ้ง (หรือเปล่าหว่า) จัดกันตอนบ่ายสาม ซึ่งก็ไม่รู้ว่าอุ่นหนาฝาคั่งกันขนาดไหน แต่รอบที่ผมไปเป็นรอบเยาวชนรุ่นใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าไอ้ที่ห้ามๆ กันในรอบบ่าย มันจะมาอุ่นหนาฝาคั่งกันในรอบนี้พันเปอร์เซ็นต์!

และก็เหมือนเดิม ที่เราจะต้องเริ่มกันด้วยหาอาหารใส่ท้อง เราอุ่นเครื่องกันด้วยหมูกระทะ 89 บาทตรงราชเทวี เมื่อหัวเหม็นได้ที่ และเวลาใกล้จะถึงสามทุ่ม จึงได้เคลื่อนพลโดยรถไฟฟ้าไปยังคลับคัลเจอร์ ตั้งอยู่แถวๆ สถานีรถไฟฟ้าพญาไท ซึ่งผมก็เพิ่งเคยไปเป็นครั้งแรกนี่แหละครับ

ลงทะเบียนหน้างาน ปั๊มข้อมือเรียบร้อย เราก็ตะลุยขึ้นชั้นสอง (สอยซีดี Pain Killer มาหนึ่งแผ่น ปกซ้วยสวย) เข้าไปจับจองโต๊ะ ซึ่งเหลือว่างๆ เฉพาะตรงหน้าบาร์ แถมเก้าอี้หมดเกลี้ยงอีกต่างหาก ยืนซักพัก พี่ grappa กับ merveillesxx ก็สั่งดริงก์กันแล้ว ตอนแรกผมกะว่าอีกซักพักใหญ่ๆ ค่อยดริงก์บ้างดีกว่า แต่ไปๆ มาๆ ก็อดไม่ไหว สั่งกับเขาบ้าง แต่เนื่องจากไม่เคยสั่งดริงก์เป็นแก้วๆ แบบนี้ ฟังคุณสมบัติที่พี่ grappa สาธยายมาให้ก็ยังเลือกไม่ถูก เลยให้พี่ grappa จัดมาให้หนึ่งแก้ว พี่ grappa ก็อุตสาห์เลือกอันที่มันเบสิคสุดๆ ผลก็คือผมได้น้ำส้มจืดๆ ที่มีแอลกอฮอล์จึ๋งนึง รสชาติเริ่ดมากขนาดพี่ grappa ยังออกปากว่าแอลกอฮอล์น้อยไป และผสมไม่อร่อยเลย!

ยืนจิบๆ ชิลล์ๆ กันไปพักใหญ่ คนก็เริ่มทยอยกันเข้ามาเรื่อยๆ ตอนนี้ก็เห็นศิลปินเดินกันให้เพ่นพ่านเต็มไปหมด ยิ่งแถวที่ผมยืนอยู่นี่เพียบ แต่ละคนถือเหล้าถือเบียร์จิบกันสนุกสนาน ไหนจะบุหรี่ควันโขมงโฉงเฉง แต่สถานที่ที่คลับคัลเจอร์ค่อนข้างโปร่ง เพดานไม่ต่ำเตี้ยติดหัว ก็เลยพอจะมีอากาศให้ได้สูดเข้าปอดอยู่บ้าง

จีน มหาสมุทร เจ้าเดิมก็มาเปิดแผ่นอุ่นเครื่องเป็นคนแรก ซึ่งเพลงที่คุณพี่จีนนำมาเปิดนั้นก็ใช้ได้เลย ไม่มึนๆ เหมือนเพลงคุณพี่เขา ถัดจากนั้น วงเปิดวงแรกก็ขึ้นเวที วงนี้มีชื่อยาวเหยียดว่า Super Doctor K Fucking AV Idol Allstars มีด้วยกันสี่หน่อ เปิดมาก็อัดกันอย่างเมามัน เล่นสดเจ๋งเข้าขั้นเลยครับ ดนตรีก็ประมาณ Arctic Monkeys นั่นแหละ น่าจับตามองทีเดียว

Super Doctor K Fucking AV Idol Allstars เล่นกันไปหลายเพลงทีเดียว ตอนนี้เครื่องก็เริ่มร้อนได้ที่แล้ว จากนั้นพ่อหนุ่มเป้ ณ Slur ก็มาเปิดแผ่นคั่นเวลารอวงเปิดวงที่สอง เป้เปิดเพลงได้เฟี้ยวฟ้าวมาก แถมมีช่วงเพลงสะดุด ให้ขาแดนซ์ได้โห่กันพอหอมปากหอมคออีกต่างหาก

เป้เปิดแผ่นอยู่พักใหญ่ๆ กว่าที่ซามูไรลาวจะก้าวขึ้นเวที แค่ไปยืนๆ อยู่บนเวที คนก็กรี๊ดกร๊าดกันซะแล้ว เพราะลีลาพี่ท่านนั้นเหลือร้ายกันจริงๆ ซามูไรลาวมีสมาชิกด้วยกันสี่คน คือนักร้องนำ มือกีต้าร์ มือเบส และคีย์บอร์ด วันนี้ก็เลยมีมือกลองขาแจมมาช่วยตีกลองให้

วงนี้เรียกตัวเองว่าเป็น Comedy Rock เพราะฉะนั้น เรื่องคอสตูมจึงต้องขนกันมาเต็มที่ มือเบสผมหยิกมาในชุดข้าราชการสีกากีกันเลยทีเดียว ส่วนมือคีย์บอร์ดที่ชอบทาสีตัวเองเป็นโดราเอมอน วันนี้ใส่ชุดแนวพี่หมีในสวนสนุก แต่เป็นสีเขียวเหลือง พี่มือกีต้าร์ใส่หมวกมีหน้ากากอะไรก็ไม่รู้ปิดอยู่ ส่วนมือกลองก็มาเสื้อยืดกางเกงยีนส์ กำลังคิดในใจว่าพี่คนนี้ปกติที่สุดในวงเลยแฮะ ปรากฏว่าอยู่ๆ พี่แกก็ยืนขึ้นมา แล้วถอดเสื้อทิ้งซะงั้น ส่วนพี่นักร้องนำนี่แนวสุด ใส่เสื้อคลุมกระจกสีทองอร่าม พร้อมขี่เจ้ากั๊บโก้มาด้วย!

แล้วซามูไรลาวก็อัด อัด อัด อัด อัด กันแบบไม่บันยะบันยัง ตอนนี้อารมณ์คนดูในคลับคัลเจอร์พุ่งปรี๊ดกันเลยทีเดียว ลีลาพี่นักร้องนำร้ายการอลังการมากๆ ซามูไรลาวปิดท้ายโชว์ของตัวเองด้วย ซะเมื่อไหร่เร่า ช่วงนี้ผมเดินไปถ่ายรูปหน้าเวที ซึ่งคนดูเมามันกันแบบสุดเหวี่ยงชนิดอะไรก็หยุดไม่อยู่ซะแล้ว ส่วนบนเวทีก็ไม่แพ้กัน พี่นักร้องนำลงไปนอนร้องกับพื้น พี่มือเบสเหวี่ยงเบสทิ้งแล้วกระโดดทับลงไป เช่นเดียวกับพี่มือกีต้าร์ ที่หย่อนตูดไปกระหน่ำกีต้าร์กับเขาด้วย โอ๊ะๆๆ อย่าลืมพี่มือคีย์บอร์ด ที่โยนคีย์บอร์ดลงไปกองกับพื้น แล้วใช้เท้าขยี้แทนมือ!

หลังจากสภาพวินาศสันตะโรบนเวทีผ่านพ้นไป ดีเจเมธี ณ โมเดิร์นด็อก ก็มาเปิดแผ่นคั่นเวลาเป็นคนต่อไป เพลงพี่แกแนวมากๆ จนยืนเหวออยู่พักใหญ่ กว่าพี่ท่านจะเปิดเพลงตลาดๆ ให้ได้คึกคัก

แล้วก็มาถึงวงเจ้าของงาน ฉากหลังของเวทีมีฉายภาพกราฟฟิคซะด้วย Futon ก้าวขึ้นเวทีพร้อมเสียงกรี๊ดสนั่น แล้วเพลงจากอัลบั้มเก่าก็ถูกขนมาเล่น (ในแบบที่ไม่ค่อยเหลือคราบอิเล็กโทรแล้วแฮะ) สลับกับเพลงจากอัลบั้มใหม่บ้างประปราย ผมดู Futon เล่นสดครั้งล่าสุดเมื่อตอนงาน Fat Fest 6 ที่เมืองทอง ก็รู้สึกว่ามันไม่ค่อยสนุกยังไงไม่รู้ แต่ครั้งนี้ผมรู้สึกว่า Futon เล่นสดสนุกมากๆ น่าจะเป็นเพราะสมาชิกชุดนี้เริ่มเข้าขากันดีแล้วมั้ง แถมซาวด์ในคลับคัลเจอร์ก็พุ่งมากๆ พี่จีนทั้งร้องทั้งโดด แถมมีคนดูใจดีส่งเหล้าให้ตั้งสองสามครั้ง บอกได้คำเดียวว่าคุณพี่จีนหมดแก้วตลอด!

ปิดท้ายปาร์ตี้ด้วยดีเจสุหฤทธิ์ ที่แรงมาตั้งแต่ออกตัว เพราะเปิด Marilyn Manson เป็นเพลงแรกเลย ตอนนี้พี่ grappa ขอตัวกลับก่อน เหลือผมกับ merveillesxx สองคน เราย้ายทำเลไปให้พ้นหน้าบาร์ ต่างคนต่างเมามันกันซักพัก ผมก็เปรี้ยวปากอยากดริงก์ขึ้นมาซะงั้น พูดถึงเรื่องนี้ ก็เลยอยากจะเล่าอีกซักตอน ระหว่างช่วงรอวงอะไรซักช่วง พี่ grappa ก็กำลังจะสั่งเบียร์ แต่ผมอยากสั่งเป็นเหยือก ตกลงความกันว่าจะกินกันสามคน ก็เลยเอาเมนูมากางดู แต่ถามไปถามมา พนักงานบอกว่า ที่เป็นเหยือกมีแต่เหล้า ซึ่ง merveillesxx ไม่ค่อยนิยม ไอ้ครั้นจะกรึ๊บกันสองคน ก็เกรงว่าจะทรงตัวไม่อยู่ ผมเองก็ละลานตา ไม่รู้จะสั่งอะไร เลยไม่สั่งดีกว่า แล้วพอมาตอนท้ายก็ต้องมาเปรี้ยวปากอย่างที่ได้บอกไป และก็ไม่มีแนวร่วมอีกต่างหาก เลยทนเปรี้ยวปากต่อไปไม่ไหว ประกอบกับเพลงดีเจเริ่มเข้าสู่หมวดแนวๆ แถมรู้สึกแปลกๆ ที่มายืนแดนซ์กับ merveillesxx สองคน ก็เลยตัดสินใจกลับบ้านดีกว่า

Thursday, August 9, 2007

Ash: Twilight of the Innocents และการปะทะกันของอัลบั้มและโลกดิจิตอล

Ash เป็นวงดนตรีที่เติบโตมาพร้อมๆ กับผม นับย้อนไปตั้งแต่สมัยเพิ่งเริ่มฟังเพลงสากลเมื่อตอนยังตัดผมเกรียน Ash เป็นวงดนตรีวงแรกที่ผมไปยืนเข้าคิวตอนที่วงมาแจกลายเซ็นที่ Tower Record เสียเงินซื้อบัตรคอนเสิร์ตครั้งแรกก็ของ Ash และเข้าผับครั้งแรกก็ตอนไปดูคอนเสิร์ตของ Ash นั่นแหละ

อัลบั้มล่าสุด Twilight of the Innocents เป็นอัลบั้มแรกหลังจากมือกีต้าร์สาวลาออกไป และมันก็เป็นอัลบั้มลำดับสุดท้ายของวงด้วย!

ในเว็บไซท์ของวง Ash ได้ประกาศว่า Twilight of the Innocents จะเป็นสตูดิโออัลบั้มชุดสุดท้าย และนับจากนี้ไป ทางวงจะออกขายเฉพาะซิงเกิ้ลเท่านั้น เหตุผลที่ทางวงออกมาประกาศดังกล่าว เป็นเพราะทางวงเห็นว่า อุตสาหกรรมดนตรีกำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุคดิจิตอลแบบเต็มตัว (Ash เป็นวงดนตรีวงหนึ่งที่บุกเบิกการใช้สื่ออินเตอร์เน็ต โดยเป็นวงดนตรีวงแรกที่มีบอร์ดออนไลน์ของตัวเอง เป็นวงแรกที่ใช้อินเตอร์เน็ตผ่านเว็บของ NME เปิดโอกาสให้แฟนเพลงได้โหวตว่าควรจะไปจัดคอนเสิร์ตที่เมืองใด และเป็นวงแรกที่มีซิงเกิ้ลติดอันดับหนึ่งในชาร์ตเพลงดาวน์โหลด) อีกทั้งการที่วงมีสตูดิโอของตัวเอง ทำให้สามารถแต่งเพลงและเผยแพร่ได้ในทันทีที่เพลงเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งทำให้แฟนเพลงไม่ต้องรอนานเหมือนที่เป็นมา

Ash เชื่อว่า การใช้สื่ออินเตอร์เน็ต และการวางแผนการตลาดสำหรับซิงเกิ้ลในแบบที่สร้างสรรค์มากขึ้นนั้น จะทำให้บริษัทแผ่นเสียงสามารถสร้างยอดขายได้สูงสุด เพิ่มผลกำไร และยกระดับอาชีพของวงมากขึ้นด้วย (ช่างเป็นประโยคที่ทำให้ผมนึกถึงข้อสอบทางเศรษฐศาสตร์ซะจริงๆ)

ส่วนพ่อหนุ่มทิม วีลเลอร์ (กีต้าร์, ร้องนำ) ก็กล่าวว่า “วิถีที่ผู้คนฟังดนตรีได้เปลี่ยนไปเสียแล้วครับ การดาวน์โหลดเน้นให้เห็นว่าตลาดกลับไปสู่ลักษณะของการฟังเพลงซิงเกิ้ล คนส่วนใหญ่ลืมไปเสียแล้วล่ะครับว่าการทำอัลบั้มที่มีสิบเพลงมันเป็นจั๋งไส ผมเองก็ผิดหวังกับอัลบั้มที่ผมซื้อมาอยู่บ่อยๆ”

“ผมเชื่อว่าอัลบั้มใหม่ของพวกเรามันเป็นอัลบั้มที่เจ๋งที่สุดเท่าที่พวกเราเคยทำมา และผมก็ภูมิใจมากที่มันจะเป็นอัลบั้มสุดท้ายของเรา อนาคตยังรออยู่ครับพี่น้อง และเราก็มีแผนแจ่มแจ๋วมากมายสำหรับอนาคตด้วย ตอนนี้มันเป็นช่วงเวลาที่จะคว้าโอกาสและลองอะไรใหม่ๆแล้วครับ”

พ่อหนุ่มทิมยังขอโม้ต่ออีกหน่อยว่า “ถ้าคุณยังยึดติดกับการซื้ออัลบั้ม คุณจะพบว่าจะต้องรอถึงหกเดือนกว่าที่วงจะได้วางแผงอัลบั้ม ทั้งที่ทำเสร็จเรียบร้อยโรงเรียนแอชแล้ว แต่ตอนนี้เราจะเข้าสู่ยุคใหม่กันล่ะครับพี่น้อง เรามีสตูดิโอของเราเองในนิวยอร์ค เราสามารถอัดเพลง และปล่อยมันออกมาได้เลยในวันที่เราคิดว่ามันสมบูรณ์แบบแล้ว ซึ่งคนก็จะได้ฟังเพลงของเราในขณะที่มันยังสดอยู่ เราเป็นวงแรกที่จะทำอย่างนี้กันครับ แต่ผมก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าบางทีอาจจะเป็นวงสุดท้ายที่จะทำด้วย”

เอาน่า ให้พ่อหนุ่มทิมโม้อีกนึด “เราเป็นวงที่มีซิงเกิ้ลเจ๋งๆ เพียบเลยนะครับในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาเนี่ยะ และเราก็ยังเอ๊าะๆ กว่าวงดนตรีอีกมากมายในตอนนี้ ผมล่ะตื่นเต้นที่เราจะได้เดินหน้าเต็มที่กับแผนซิงเกิ้ลในยุคดิจิตอลนี้ครับ”

จบข่าว

วันก่อนผมมีโอกาสฟังรายการ FATRADIOPEN เปิดสมองประลองปัญญา โดยคุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา พร้อมแขกรับเชิญคือดีเจซี้ด นรเศรษฐ หมัดคง มาคุยกันในประเด็นเกี่ยวกับวงการเพลงในยุคปัจจุบัน แน่นอนว่าประเด็นหนึ่งในนั้นย่อมหนีไม่พ้นเรื่องของเทปผีซีดีเถื่อน และการดาวน์โหลด พี่ซี้ดให้ความเห็นที่น่าฟังมากว่า (พิมพ์เอาจากความทรงจำ คำพูดพี่ซี้ดคงไม่ใช่อย่างนี้ แต่เนื้อความประมาณนี้) ค่ายเพลงเมืองไทยชอบอ้างเรื่องเทปผีซีดีเถื่อน ทำให้ค่ายหันไปหากลยุทธ์ใหม่คือโละซีดีทิ้ง และมุ่งไปขายเพลงแบบดิจิตอลแทน ซึ่งพี่ซี้ดคิดว่าค่ายเพลงในไทยเลียนแบบเมืองนอก คือเห็นเขาขายเพลงดาวน์โหลดกันก็เลยจะทำบ้าง ทั้งที่หารู้ไม่ว่าเมืองนอกเขามีทั้งขายเพลงดาวน์โหลด ขายซีดี ขายแผ่นเสียง เผลอๆ ยังมีเทปขายอยู่ด้วยซ้ำ ช่างเป็นความคิดทีบ้องตื้นจริงๆ ที่ตัดโอกาสและช่องทางขายของตัวเองออกไปซะอย่างนั้น

แต่ส่วนที่กระทบใจผมที่สุด เห็นจะเป็นตอนที่พี่ซี้ดบอกว่า เด็กยุคนี้ ที่มุ่งกันแต่จะดาวน์โหลด ต่อไปอีกสิบปียี่สิบปีจะกลายเป็นคนไร้ราก เพราะไม่มีหลักฐานที่เป็นความทรงจำของตัวเองเหลืออยู่ พี่ซี้ดบอกว่าการซื้ออัลบั้มเพลงอัลบั้มหนึ่ง ไม่ใช่เพียงแต่เราจะได้เพลงมาฟังเท่านั้น มันยังมีความทรงจำด้วย เช่น เราซื้ออัลบั้มนี้ที่ไหน เราไปซื้อกับใคร ซื้อตอนอกหัก ตอนที่ซื้อมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง (เนื้อความประมาณนี้แหละครับ) ซึ่งความเห็นของพี่ซี้ดช่วยตอบคำถามของผมว่า ทำไมเรายังควรซื้อซีดีกันต่อไป

ผมรู้สึกว่าตัวเองช่างเป็นพวกยึดติดอัลบั้มซะเหลือเกิน เพราะข่าวของ Ash นั้นเป็นข่าวร้ายแบบแปลกๆ ยังไงไม่รู้ (ยังดีอยู่บ้างที่ทางวงยังมีแผนที่จะวางซีดี ซึ่งรวมซิงเกิ้ลที่จะออกเหล่านั้นด้วย) อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าเราก็คงต้องรอดูกันต่อไป เพราะการเปลี่ยนแปลงเป็นสัจนิรันดร์ของโลกใบนี้

สำหรับ Twilight of the Innocents นั้น Ash ดำดิ่งเข้าสู่เรื่องราวที่หนักขึ้นและเกาะติดสถานการณ์โลกเป็นอย่างมาก มันมีทั้งเรื่องของสงคราม ความมืดหม่น และความหวาดกลัว ในขณะที่ภาคดนตรีกลับคึกคักสนุกสนาน และคงเอกลักษณ์แบบที่ Ash เป็นอยู่ (ที่จริงดนตรีเบาลงกว่า Meltdown อัลบั้มชุดก่อนด้วยซ้ำ)

หนึ่งในเพลงที่โดดเด่นมากคือไตเติ้ลแทร็ค Twilight of the Innocents ซึ่งเป็นเพลงปิดท้ายของอัลบั้ม ดนตรีหม่นหมองที่สุดในอัลบั้ม (และหนักแน่นมากขึ้นเรื่อยๆ) และเหมือนจะเป็นบทสรุปของเนื้อหาเพลงในอัลบั้มชุดนี้ได้ดีที่สุดด้วย ในขณะที่เพลงที่มีเนื้อหามืดหม่นไม่แพ้กันอย่าง End of the World ที่พูดถึงความแปลกแยกและเปล่าเปลี่ยวของชีวิต กลับมีภาคดนตรีที่สดใส ส่วนแทร็คที่งดงามที่สุดอย่าง Polaris ก็เป็นเหมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

ซิงเกิ้ลแรกคือ You can’t have it all ดนตรีเป็น Ash มากๆ แต่ที่น่าจะตัดเป็นซิงเกิ้ลแรกมากกว่าคือเพลงเปิดอัลบั้มอย่าง I started a fire ที่ภาคดนตรีเจ๋งและเด็ดขาดมากๆ Blacklisted ก็เป็นเพลงแบบ Ash มากๆ แต่ซาวด์กีต้าร์อันสุดแสนจะยอดเท่ และการจัดวางท่วงทำนองอันเก๋ไก๋ ก็ทำให้เพลงนี้เป็นอีกเพลงที่ลืมไม่ลง Palace of Excess อาจจะทำให้เราแปลกใจกับท่อนอินโทร แต่อีกไม่กี่วินาทีต่อมา มันจะทำให้เรานึกถึงเพลงแบบที่อยู่ในอัลบั้ม 1977

Ritual อาจจะไม่ได้เป็นแทร็กที่หวือหวามากเมื่อเทียบกับเพลงอื่นๆ เช่นเดียวกับ Shadow และ Shattered Glass แต่มันก็เป็นสามที่ฟังเพลินและไม่ต่ำกว่ามาตรฐาน Princess Six มีท่วงทำนองอันหนักหน่วง แต่ที่ประหลาดใจมากคือ Dark and Stormy ซึ่งเป็นเพลงแบบที่ไม่ค่อยได้ยินจาก Ash เท่าไหร่นัก

Twilight of the Innocents คือด้านที่เติบโตของวงดนตรีที่เคยเป็นหนุ่มพังก์หน้าใส

Thursday, August 2, 2007

IDIOM ภาคปฏิบัติ

หลังจากทำตัวประหนึ่งหน้าม้า SO::ON โปรโมตงาน IDIOM ทั้งในบล็อก มายสเปซ MSN และบอกต่อเพื่อน ก็ปรากฏว่าเพื่อนผู้แสนดีไม่มีใครไปด้วยซักคน จำใจต้องฉายเดี่ยวอีกครา ในฐานะที่สมัครใจเป็นแฟนคลับ SO::ON ไปแล้ว

แต่โชคยังเข้าข้างที่พอจะมีผู้เหลือรอดพร้อมใจไปกับผมอยู่บ้าง (ต้องขอบคุณพี่ grappa กับ merveillesxx มา ณ โอกาสนี้) ก็ทำให้อุ่นใจขึ้นมาอีกโข

ไปถึง RCA เร็วเกินคาด ก็เลยฆ่าเวลานัด โดยการไปดูหนังที่ House ซึ่งหนังเรื่องที่ว่าก็คือ 13 Tzameti หนังเล่าเรื่องของชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่จับผลัดจับผลูเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเกมพนัน ที่ใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน พล็อตอาจคล้ายๆ 13 เกมสยองของบ้านเรา แต่13 Tzameti จริงและโหดร้ายกว่ากันเยอะมาก! ดูเสร็จแล้วก็ได้แต่บอกกับตัวเองว่า “กูไม่น่าบิวท์อารมณ์ก่อนดู SO::ON ด้วยหนังเรื่องนี้เลย”

หกโมงครึ่ง จึงเดินออกจากโรงหนังไปร้านสุกี้เรือนเพชร ซึ่งพี่ grappa กับ merveillesxx โซ้ยรอไปก่อนแล้วสองเซ็ตใหญ่ จากนั้นก็เดินกลับไป RCA ผ่าน ROUTE ที่มีงานของ EFM ดูไฮโซมากๆ ส่วน Jazz It สถานที่จัดงาน SO::ON ก็อยู่ตรงข้ามกันเลย แต่หลบมุมอยู่หลังตึก ขณะที่เดินไปถึงนั้นเป็นเวลาสองทุ่ม (ตรงตามเวลาเริ่มงานเป๊ะ) แต่ยังไม่มีคนเท่าไหร่เลย (ในใจคิดว่า คนไทยคงมาสาย)

เข้าไปนั่งรอในร้านซักพัก กระดกเบียร์แจกฟรีไปหลายอึก คนก็ยังทยอยมากันอย่างหรอมแหรม แล้วที่เดินในร้านนั่นก็มีแต่ศิลปินค่าย SO::ON ทั้งนั้น เลยหวั่นใจว่ามันจะมีคนมาไหม (วะ) แล้วก็ค่อยอุ่นใจที่เห็นคนทยอยมากันมากขึ้นเรื่อยๆ เวทีงานนี้ก็เก๋ไก๋มาก คือเอาไหมพรมมาโยงไปโยงมา แล้วก็สาดไฟเข้าไป ไหมพรมพวกนี้มันก็จะเรืองแสงเหมือนเวลาไปโยนโบว์ลิ่งกัน แต่ตอนแรกกะว่ามันจะมีไฟเลเซอร์หรืออะไรอลังๆ ซักหน่อย ปรากฏว่าก็มีแค่เท่าที่เห็นนั่นแหละ เหอเหอเหอ

ใกล้ๆ สามทุ่ม GIS ก็ขึ้นเล่น ด้วยซาวด์ที่อื้ออึงมาก ฟังอะไรไม่ออกเลย นอกจากเสียงกลองกับเสียงแตกๆ ของกีต้าร์ เล่นไปได้สองเพลง คุณนักร้องนำก็บอกว่าจบแล้ว แล้วก็ถอดกีต้าร์วางกันเลย ผมสามคนก็มองหน้ากันแบบงงๆ ด้วยความที่เซ็ตเครื่องใช้เวลานานกว่าตอนเล่นซะอีก แล้วก็ต้องมองหน้ากันแบบงงๆ อีกครั้ง เมื่อจู่ๆ วง GIS ก็เล่นอีกเพลง แล้วก็ต้องงงๆ กันอีก ที่เมื่อจบเพลงที่สาม วง GIS ก็ลงเวทีไปจริงๆ

ศิลปินรายต่อไปคือ Little Fox หรือจีน มหาสมุทรนั่นเอง ที่มาพร้อมกับกีต้าร์หนึ่งตัว และเสียงร้องเมาๆ ตอนนี้เริ่มเมื่อยก้นมากๆ แถมเริ่มแสบตาเพราะควันบุหรี่แล้ว แถมจีนก็ร้องเมาๆ มึนๆ ง่วงๆ หนังตาจะปิดมิปิดแหล่ แต่ก็ต้องทนเพื่อ SO::ON

หลังจากการแสดงอันยาวนานของจีนผ่านไป ก็มาถึงลุงชาวญี่ปุ่น Kazuhisa Uchihashi ที่ใช้เวลาเซ็ตเครื่องกันพอสมควรเลย ลุงมาพร้อมกับกีต้าร์ตัวหนึ่ง แล้วก็พวกซาวด์เอฟเฟกมากมาย แล้วก็โชว์ลีลากระหน่ำกีต้าร์ ทั้งดีด ตี ทุบ ทึ้ง ขยำ ขยี้ ประเดี๋ยวก็เปลี่ยนมือมาเล่นกับพวกซาวด์เอฟเฟก แล้วก็ไปกระหน่ำกีต้าร์ใหม่ เล่นจบไปหนึ่งเซ็ต (ไม่รู้จะเรียกว่าเพลงได้ไหม เพราะมันเอ่อ......) แล้วลุงแกก็หันไปเซ็ตเครื่องอะไรไม่รู้ เรียกไม่ถูก แต่ทำไปทำมา เสียงก็ไม่ดังซักที สรุปว่าอุปกรณ์มีปัญหาอีกแล้ว เดือดร้อนทีมงานต้องแก้ปัญหากันวุ่นวาย (สงสารโคอิชิเลย)

ในที่สุดเครื่องก็พร้อม ลุงแกก็หยิบคันชักไวโอลินแล้วเอามาสีกับไอ้เครื่องนั้นแหละ ไม่รู้อะไร ก่อให้เกิดเป็นเสียงหลีมสูง บางขณะก็เหมือนเสียงเลื่อยไฟฟ้า บางขณะก็มีเสียงผู้หญิงครวญคราง ที่จริงเพลง (ที่ไม่รู้จะเรียกว่าเพลงได้หรือเปล่า) ของลุงนี่แล้วแต่คนจะจินตนการเลย เพราะมันฟังได้หลายแบบจริงๆ

ดูมาถึงตอนนี้ ก็รู้สึกอยากขอบคุณ SO::ON มากๆ ที่เปิดโลกทัศน์ทางดนตรีให้กับประเทศแคบๆ อย่างประเทศไทย โลกนี้ช่างกว้างใหญ่ไพศาลเป็นยิ่งนัก รู้สึกขอบคุณมากจริงๆ

แต่พร้อมๆ กัน ก็รู้สึกว่า ทำไมกูต้องมานั่งทรมานอยู่ในนี้ด้วย (วะ) เพราะว่าแสบตาจากควันบุหรี่มากถึงมากที่สุด ชนิดที่บอกว่า ตั้งแต่เกิดมา และเคยเที่ยวกลางคืนบ้าง ครั้งนี้เป็นครั้งที่แสบตาและทรมานที่สุด หันไปทางไหนก็มีแต่ควัน ควัน และควัน

Utopium วงจากฝรั่งเศสเป็นวงลำดับต่อไป ที่ก็ต้องประสบปัญหาเกี่ยวกับอุปกรณ์อีกแล้ว ระหว่างนี้เลยเดินออกไปซื้อซีดีของวงนี้มา เพราะว่าราคาถูกสุด และเพลงก็โอเค ที่จริงอยากซื้อซีดีของลุงด้วย (เอามาขายนับสิบชุด) แต่ไม่รู้ต้องหยิบแผ่นไหนถึงจะถูกต้อง เพราะแอบสยองว่าถ้าหยิบได้แผ่นที่เป็นเพลงที่ลุงเล่นให้ดูวันนี้คงจะหูแตกคาลำโพงแน่ๆ ก็เลยยอมตัดใจดีกว่า (แถมตังค์ก็ไม่พออีกต่างหาก)

กลับมารอดู Utopum หลังจากขลุกขลักอยู่ซักพัก ก็ถึงเวลาโชว์ซักที แต่ปรากฏว่า Utopium เล่นไปได้สองเพลง ก็ต้องมาเสียเวลาเซ็ตเครื่องกันอีกครั้ง ถึงตอนนี้ อารมณ์ที่ถูกบิวท์มาแบบขึ้นๆ ลงๆ ก็หงอยลงไปทันที บวกกับอาการแสบตา ที่ไม่มีทีท่าว่าจะลดน้อยลงไปเลย ก็ทำให้อารมณ์สำหรับค่ำคืนนี้ตายด้านไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว Utopium ก็เล่นไปอีกซักพัก แต่ตอนนี้อารมณ์ที่ดูนอกจากจะไม่บิวท์ตามเพลงแล้ว ยังทรมานกายและทรมานใจสุดๆ ตาแสบ แสบ แสบ แสบ แสบ แสบ แสบ แสบ แสบ แสบ หูเริ่มอื้อ เบียร์ก็ชืดๆ

ศิลปินรายสุดท้ายได้แก่ Chiristopher Willits ที่ทำเพลงได้เป็นเพลงมากกว่าลุง แต่ความหลอนไม่แพ้กัน แต่ตอนนี้ไม่ค่อยมีกะจิตกะใจดูอะไรเท่าไหร่แล้ว เมื่อยก้นและเมื่อยขามาก ตาก็แสบแบบไม่บันยะบันยัง ในใจคิดตลอดเวลาว่า กูมาทรมานตัวเองทำไมเนี่ยะ ที่จริงโชว์ของพ่อหนุ่มคนนี้ก็เจ๋งแพ้โชว์ของลุงเลย แต่ใจมันไม่สู้เสียแล้ว แม้จะท่องเอาไว้ตลอดเวลาว่ารัก SO::ON ต้องอดทนก็เหอะ

พอพ่อหนุ่มคนนี้เล่นเสร็จ คนอื่นจะปาร์ตี้ยังไงก็ช่างเหอะ ข้าพเจ้าไม่ไหวแล้ว ขอลาไปตายรังที่บ้านดีกว่า

แม้จะทรมานสังขาร เสี่ยงกับมะเร็งปอด และเมื่อยก้นมาก แต่ก็ยังอยากจะขอบคุณ SO::ON จริงๆ ที่จัดงานแบบนี้ในเมืองไทย มีงานหน้าอีกเมื่อไหร่ ผมจะช่วยตามไปอุดหนุนเหมือนเดิม (แต่ขอสถานที่แบบโอเพ่นรับลมหน่อย จะประเสริฐมากๆ)

Wednesday, July 18, 2007

Tiger Beer and SO::ON Dry Flower present "IDIOM" ไม่ดูไม่ได้แล้ว



SO::ON Dry Flower ชื่อนี้รับประกันคุณภาพ

คอนเสิร์ต SODF เมื่อเดือนมีนาคม เป็นคอนเสิร์ตที่สุดแสนประทับใจ ประดุจถึงจุดสุดยอดซ้ำแล้วซ้ำเล่า สี่เดือนต่อมา ใครจะเชื่อว่าค่ายนี้จะใจป้ำอีกครั้ง นำเสนอคอนเสิร์ตที่เพียงแค่เห็นโปสเตอร์ ก็ต้องกรี๊ดซ้ำแล้วซ้ำอีก

IDIOM คืองานแลกเปลี่ยนทางดนตรีระหว่างไทยและต่างชาติ และนำเสนอความหลากหลายของดนตรีจากทั่วโลก ปีที่ผ่านมา มีศิลปินจากญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง มาเลเซีย และไทยเข้าร่วมงาน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีทั้งจากสื่อและผู้ชม

และปีนี้ IDIOM ก็กลับมาอีกครั้ง พร้อมกับ

Christopher Willits ศิลปินอเมริกันอิเล็กโทรอคูสติก เป็นที่รู้จักดีในสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ด้วยความโดดเด่นในการเล่นกีต้าร์และอุปกรณ์ผลิตเสียงต่างๆ ที่เขาทำด้วยตัวเอง พ่อหนุ่มคนนี้มีเอี่ยวกับงานหลากหลายแขนง มีทั้งวงดนตรี Sound Installation (แปลไม่ออก) และโปรเจ็คหนังและวิดีโอ

Kazuhisa Uchihashi เป็นที่รู้จักกันดีในญี่ปุ่นและยุโรป ในฐานะสมาชิกของวงอิมโพรไวส์ Altered States ลุงคนนี้เล่นดนตรีมามากกว่ายี่สิบปี แถมยังแต่งเพลงให้กับการแสดงละครอีกต่างหาก ล่าสุด ลุงเป็นโปรดิวเซอร์ให้นักร้องหญิงชาวญี่ปุ่นนามว่า UA และประสบความสำเร็จมหาศาล

Utopium วงอินดี้ร็อกจากฝรั่งเศสที่กรุ่นไปด้วยจังหวะจะโคนแบบโพสร็อก สรรพเสียงอันอื้ออึง และการเนรมิตบรรยากาศ ความหลากหลายทางเชื้อชาติของสมาชิกวง (ฝรั่งเศส รัสเซีย และเม็กซิโก) ก่อให้เกิดเอกลักษณ์ทางดนตรีเฉพาะตัว อัลบั้มล่าสุดของวง No Memory Man จะวางจำหน่ายในไทยเร็วๆ นี้

Little Fox โซโล่โปรเจ็คของจีน มหาสมุทร นักร้องนำแห่ง Saliva Bastard อัลบั้มเดี่ยวของจีนจะวางจำหน่ายโดย SO::ON Dry Flower ภายในปีนี้

GIS วงดนตรีที่เริ่มต้นจากการเป็นโซโล่โปรเจ็คของนาธาน หมอนี่ทั้งแต่งและโปรดิวซ์เพลงของตัวเอง ก่อนจะอัพโหลดเพลงเอาไว้บน Myspace ด้วยสำเนียงกีต้าร์ที่ทำให้หวนนึกถึงวงอังกฤษในยุค 90 (เช่น My Bloody Valentine และ Jesus Merry Chain) และได้รับความสนใจจากคนจำนวนมาก GIS กลายเป็นวงดนตรีเต็มวง เมื่อมีอีกสามหน่อมาเข้าร่วมในการเล่นสด นี่คือการแสดงสดครั้งแรกภายใต้ชื่อ GIS

บัตรราคา 250 บาท (พร้อมเบียร์อีกหนึ่ง ในโปสเตอร์ไม่ได้บอกว่าหนึ่งอะไร แต่คงไม่ใช่หนึ่งเหยือกหรอก)
1 สิงหาคม (วันพุธ) ที่ JAZZ IT (RCA)
วงแรกเริ่มเล่นประมาณสองทุ่ม

ห้ามพลาด! คือคำอธิบายสั้นๆ สำหรับคอนเสิร์ตครั้งนี้

Thursday, July 12, 2007

ยังไม่ตาย

อาจารย์กระต่ายน้อยทักว่าเดี๋ยวนี้ไม่ได้เขียนบล็อกเลย

ว่าแล้วก็เลยมานั่งพิมพ์ซักหน่อยว่าเจ้าของบล็อกยังไม่หายไปไหน ยังมีชีวิตอยู่เป็นปกติดี ที่สำคัญคือเรียนจบแล้ว

นึกอะไรไม่ออก ขอจบเท่านี้ก่อนละกัน

Monday, March 19, 2007

BIG ASS CONCERT เปิดพรหมลิขิต

แล้วผมก็เข้ามายืนอยู่ในธันเดอร์โดม เบื้องหน้าคือเวที เบื้องหลังและเบื้องข้างคือเยาวชนวัยรุ่น ที่คะเนด้วยสายตาแล้วอายุคงจะน้อยกว่าผมอยู่หลายปีทีเดียว

ที่จริงตั้งแต่ตอนมาถึงเมืองทอง ก็ให้รู้สึกแก่เสียแล้ว เพราะคอนเสิร์ต Big Ass ครั้งนี้ ถูกจัดโดยคลื่นร้อนฮอตเวฟ ซึ่งผมเคยฟังเมื่อตอนอยู่ม.ต้น (และได้เลิกฟังไปเป็นที่เรียบร้อยเสียนานแล้ว) อนุมานเอาเองว่า ประชากรส่วนใหญ่ที่ธันเดอร์โดมคงจะยังไม่พ้นวัยทีนขึ้นมาซักเท่าไหร่

และเพราะเป็นเช่นนั้น คอนเสิร์ตครั้งนี้จึงเริ่มตรงเวลามากๆ (และเลิกเร็วมากๆ ด้วยเช่นกัน คงกลัวน้องๆ หนูๆ จะกลับบ้านดึก) นั่นคือประตูเปิดก่อนที่เวลาในบัตรระบุไว้ซะอีก แถมห้าโมงครึ่ง วงเปิดที่ชื่อ Retrospect ก็ขึ้นเล่นแล้ว

Retrospect นั้น เล่นกันได้ดุเดือด สมกับที่เคยเป็นวงใต้ดินมาก่อน แม้ว่าเพลงที่ได้ยินวันนี้ จะแปรสภาพไปเพลงตีตลาดเรียบร้อยแล้ว แต่เสียงสำรอกแบบโหดๆ ก็ยังมีกระหน่ำให้ได้ยินกันเต็มสองรูหู Retrospect ขึ้นเล่นสามเพลง แน่นอนว่าเพลงที่ผมรู้สึกว่ามีส่วนร่วมกับวงได้มากที่สุด คือเพลงปิดท้ายที่ชื่อว่า ไม่มีเธอ (เพลงนี้เป็นเพลงแรกที่ทำให้ผมรู้จักวง) ดนตรีมันส์มาก คนดูร้องตามกระหึ่ม แต่เพลงอื่นคงยังต้องอาศัยเวลาอีกซักพัก

ใช้เวลาเซ็ตเครื่องอีกไม่นานนัก Big Ass ก็ออกมาวาดลวดลาย และเปิดคอนเสิร์ตด้วย ปลุกใจเสือป่า ที่เสียงกีต้าร์จมหายไปจนแทบจะไม่ได้ยิน ผมเลยเสียดายมากที่เพลงเปิดไม่เปรี้ยงอย่างที่ใจหวัง เพราะเสียงกีต้าร์ไม่พุ่งนี่แหละ (แต่ช่วงหลังๆ รู้สึกว่าเสียงจะดีขึ้นแบบผิดหูผิดตา หรือเป็นเพราะผมเริ่มหูอื้อก็ไม่รู้) อย่างไรก็ตาม พลังงานของ Big Ass ก็ยังมากพอที่จะทำให้ผมเริ่มสนุกแล้ว

เพลงที่ Big Ass เล่นเป็นเพลงที่สามมีชื่อว่า คนไม่เอาถ่าน มันเป็นเพลงที่ชวนขนลุกและ ‘จริง’ ที่สุดเท่าที่ผมรู้สึกได้ในคอนเสิร์ตนี้ ขนาดที่ว่าทำเอาผมน้ำตารื้นจนเกือบจะร่วงเลยทีเดียว

Big Ass อัดเมดเลย์กันต่ออีกซักพัก ก็ปล่อยให้แขกรับเชิญคนแรกออกมาโชว์ลีลาบ้าง และก็เป็นพี่บอย ณ Peacemaker (ที่แปรสภาพเป็นร็อกเกอร์ไปเรียบร้อยแล้ว) นั่นเอง พี่บอยเอาเพลงตัวเองมาร้องหนึ่งเพลง คนดูร้องตามกระหึ่มอีกแล้ว (แต่ผมร้องไม่ได้เลย!) และอีกเพลงหนึ่งนั้น พี่บอยหยิบเพลงของ Big Ass ที่ชื่อ เหตุผลง่ายๆ มาร้อง และเพลงนี้ก็ทำให้ผมขนลุกกับเสียงพี่บอยอีกครั้ง หลังจากผมเกิดอาการเบื่อพี่บอยไปเสียนาน มันคือข้อพิสูจน์ว่าผู้ชายคนนี้ร้องเพลงช้าได้กระชากใจจริงๆ

Big Ass กลับมาขึ้นเวทีอีกครั้ง พร้อมกับขนเพลงมาเล่นกันอย่างต่อเนื่อง และคงจะตามสคริปท์กันมากทีเดียว เรื่องอยากบ่นเรื่องแรกคือ Big Ass เอาเพลงมาเล่นแบบเมดเลย์หลายเพลงมาก คือผมเข้าใจว่าพี่แกก็คงเหนื่อย จะให้เล่นครบทุกเพลงคงไม่ไหว แต่เล่นเพลงละนิดละหน่อย อารมณ์ก็เลยขึ้นๆ ลงๆ อย่างบอกไม่ถูก หลังจากนั้นก็มีวีทีอาร์ของพี่ตูน ณ Bodyslam ที่เรียกเสียงกรี๊ดได้กระหึ่มมาก พี่ตูนมาพูดอะไรถึง Big Ass นิดหน่อย แล้วบอกว่าเจอกันที่เวที

เสียงกรี๊ดถล่มทลาย อินโทรเพลง เรา ซึ่งเป็นเพลงที่ Big Ass กับ Bodyslam ร้องและเล่นด้วยกันดังกระหึ่ม แล้วพี่แด็กซ์ก็ออกมาร้องก่อน แต่โอ้วววววว......ปรากฏว่าพอพี่แด็กซ์หันหน้ามา ดันกลายเป็นคุณพี่แมก ชวนชื่นไปซะนี่ หลังจากนั้น พี่ตูนก็โผล่มาก แต่อ๊ากซซซซซ.....ปรากฏว่าพอพี่ตูนหันหน้ามา ดันกลายเป็นคุณพี่แจ๊ก ชวนชื่นไปซะนี่ (ในลีลาที่ใกล้เคียงมากกกกกก) ร้องกันอย่างเมามันซักพัก คุณพี่ต๋อง ชวนชื่นก็ออกมาขัดจังหวะ และหลังจากนั้น มันคือโชว์ตลกคาเฟ่ บนเวทีคอนเสิร์ตร็อก!

สิ่งที่ดีเกี่ยวกับโชว์ตลกนี้คือ การล้อและเลียนพี่แด็กซ์และพี่ตูนได้ฮาเข้าขั้น แต่ผมรู้สึกว่าโชว์นี้ไม่ควรจะมาอยู่บนเวทีนี้เลยจริงๆ และไม่เห็นว่าโชว์นี้จะกลมกลืนกับคอนเสิร์ตได้เลยแม้แต่น้อย แถมยังทำให้อารมณ์สะดุดแบบสุดๆ แต่เอาเหอะ คนชอบก็คงมี (แต่ผมไม่ชอบ)

หลายนาทีแต่ยาวนานเหมือนชั่วโมงผ่านไป แล้ว Big Ass ก็กลับมากระหน่ำคนดูอีกครั้ง เพลงฮิตชนิดร้องตามได้ถูกขนมาเล่นกันแทบจะทั้งหมด แต่เพลงที่ผมชอบที่สุดกลับเป็นเพลงที่ไม่ฮิต แต่ร้ายกาจที่สุดเท่าที่ Big Ass เคยทำมา นั่นคือเพลงที่ชื่อว่า Begin (ซึ่งเป็นชื่ออัลบั้มใหม่ของวงด้วย) นี่คือมหากาพย์หกนาทีที่ Big Ass ปล่อยฝีไม้ลายมือชนิดหมดไส้หมดพุง มันคือเพลงที่อธิบายเหตุผลว่าทำไมผมจึงต้องรัก Big Ass

Big Ass ปิดท้ายคอนเสิร์ตด้วย ข้าน้อยสมควรตาย ที่เล่นเป็นรอบที่สอง แต่เรียกเสียงกรี๊ดได้ถล่มทลาย เพราะพี่ตูน (ตัวจริง) ออกมาร่วมแจมด้วยพลังงานล้นเหลือ

ผมจำเซ็ตลิสต์ไม่ได้ แต่จำเพลงที่ผมชอบมากได้ นั่นคือ คนไม่เอาถ่าน และ Begins ซึ่งได้อธิบายเหตุผลไว้ในย่อหน้าข้างต้นแล้ว เพลงที่สุดเหวี่ยงมากๆ อีกเพลงคือ ก่อนตาย เพลงแจ้งเกิดที่ทำให้ผมหวนนึกถึงคอนเสิร์ต Big Ass สมัยที่ผมยังเป็นเฟรชชี่

ส่วนเพลง พรหมลิขิต ซึ่งเป็นชื่อคอนเสิร์ตด้วยนั้น ถูกทำให้ฟุ่มเฟือยจนเกินเหตุ นั่นคือมีวีทีอาร์คู่รักมาพูดถึงความเชื่อเรื่องพรหมลิขิต พอ Big Ass ร้องไปได้ซักพัก คู่รักเหล่านั้นก็ออกเดินมายืนเรียงแถวเป็น background อยู่บนเวที พร้อมกับโบกไม้โบกมืออย่างกับในมิวสิควีดีโอ พอเพลงจบ พี่แดกซ์ก็ขอให้คนดูช่วยร้องให้ทางวงและคู่รักบนเวทีฟัง แล้วเพลงพรหมลิขิตก็ถูกบรรเลงขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้มีแต่เสียงคนดูเท่านั้น (พี่แด็กซ์โผล่มาขึ้นท่อนหัวให้หน่อยนึง) ผลก็คือเพลงนี้กลายเป็นเพลงที่สคริปต์แม่น และมีองค์ประกอบเอื้อต่อการสร้างอารมณ์ร่วมกับคนดูมากมาย แต่กลับล้มเหลวในทางปฏิบัติ ชนิดเทียบไม่ได้เลยกับเพลงอย่าง คนไม่เอาถ่าน หรือ คนหลงทาง ที่ ‘จริง’ จนสัมผัสได้

เรื่องที่ไม่เป็นอย่างที่หวังคือ คอนเสิร์ตใหญ่เสียค่าบัตรแบบ Big Ass เป็นเจ้าของเวทีแต่เพียงผู้เดียว กับคอนเสิร์ตอื่นๆ ที่ Big Ass เคยไปเล่นนั้น แทบจะไม่มีความแตกต่างกันเลย โอเคว่าเพลงฮิตถล่มทลายมันต้องเล่นอยู่แล้ว แต่ขึ้นชื่อว่าคอนเสิร์ตใหญ่ทั้งที คุณจะไม่อยากได้ยินเพลงไม่ฮิตอื่นๆ บ้างเลยหรือ เมื่อเล่นแต่เพลงฮิต คอนเสิร์ตก็จบเร็วไปโดยปริยาย (หรือเป็นเพราะว่าน้องหนูต้องรีบกลับบ้านกัน) คือประมาณสองทุ่มกว่าๆ ก็เลิกแล้ว เท่ากับว่าเวลาคอนเสิร์ตทั้งหมดประมาณชั่วโมงครึ่ง ตัดเวลาเซ็ตเครื่อง และตัดเวลาที่แขกรับเชิญขึ้นมาออกไป ก็เท่ากับว่า Big Ass อยู่บนเวทีแค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้นเอง แถมแขกรับเชิญก็แทบจะไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องหรือทำอะไรที่เป็น ‘พิเศษ’ กับ Big Ass เท่าไหร่ด้วย เหมือนออกมาคั่นเวลาให้วงได้พักเท่านั้นเอง ซึ่งผมคิดว่าโชว์คั่นเวลาสามารถที่จะทำให้ดีและสร้างสรรค์ได้มากกว่านี้อีก

อย่างไรก็ตาม หักกลบลบหนี้กับเหงื่อที่ผมเสียไป และเสียงที่แหบแห้งกับการแหกปากร้องตามเกือบทุกเพลงแล้ว คอนเสิร์ตนี้ก็ถือว่าสนุกทีเดียว

ปล 1. เดี๋ยวนี้เขาคัดดีเจที่หน้าตากันแล้วใช่ไหม คือว่าเปิดตัวดีเจฮอตเวฟแต่ละคนนี่เสียงกรี๊ดดังจัง

ปล 2. เมื่อผมแจ้งเกิดโดยไม่ต้องพยายาม

คอนเสิร์ตเลิกแล้ว ผมกับเพื่อนจึงเดินไปหาอะไรกินที่ชาเลนเจอร์ฮอลล์ (หรือตึกอะไรซักอย่างนั่นแหละ ที่อยู่ตรงข้ามธันเดอร์โดม) ระหว่างทางนั้น เพื่อนก็บอกว่าเข้าไปเดินข้างในฮอลล์ (ที่มีแอร์) กันเถอะ ผมจึงเดินเลี้ยวซ้ายเข้าไป ทันใดนั้นเอง ก็เกิดเสียงดังปั้ง! สนั่นหวั่นไหว ผู้คนแถวนั้นมากกว่ายี่สิบชีวิตมองเป็นตาเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย ผมมึนอยู่ชั่วครู่ พยายามจะมองหาว่าแว่นผมกระเด็นหายไปไหน ก่อนจะสำนึกได้ว่า แว่นยังอยู่บนหน้าผมเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือรอยปูดที่หน้าผาก และเจ็บที่เหนือริมฝีปาก ดีเท่าไหร่แล้วที่กระจกมันไม่แตก!