BIG ASS CONCERT เปิดพรหมลิขิต
แล้วผมก็เข้ามายืนอยู่ในธันเดอร์โดม เบื้องหน้าคือเวที เบื้องหลังและเบื้องข้างคือเยาวชนวัยรุ่น ที่คะเนด้วยสายตาแล้วอายุคงจะน้อยกว่าผมอยู่หลายปีทีเดียว
ที่จริงตั้งแต่ตอนมาถึงเมืองทอง ก็ให้รู้สึกแก่เสียแล้ว เพราะคอนเสิร์ต Big Ass ครั้งนี้ ถูกจัดโดยคลื่นร้อนฮอตเวฟ ซึ่งผมเคยฟังเมื่อตอนอยู่ม.ต้น (และได้เลิกฟังไปเป็นที่เรียบร้อยเสียนานแล้ว) อนุมานเอาเองว่า ประชากรส่วนใหญ่ที่ธันเดอร์โดมคงจะยังไม่พ้นวัยทีนขึ้นมาซักเท่าไหร่
และเพราะเป็นเช่นนั้น คอนเสิร์ตครั้งนี้จึงเริ่มตรงเวลามากๆ (และเลิกเร็วมากๆ ด้วยเช่นกัน คงกลัวน้องๆ หนูๆ จะกลับบ้านดึก) นั่นคือประตูเปิดก่อนที่เวลาในบัตรระบุไว้ซะอีก แถมห้าโมงครึ่ง วงเปิดที่ชื่อ Retrospect ก็ขึ้นเล่นแล้ว
Retrospect นั้น เล่นกันได้ดุเดือด สมกับที่เคยเป็นวงใต้ดินมาก่อน แม้ว่าเพลงที่ได้ยินวันนี้ จะแปรสภาพไปเพลงตีตลาดเรียบร้อยแล้ว แต่เสียงสำรอกแบบโหดๆ ก็ยังมีกระหน่ำให้ได้ยินกันเต็มสองรูหู Retrospect ขึ้นเล่นสามเพลง แน่นอนว่าเพลงที่ผมรู้สึกว่ามีส่วนร่วมกับวงได้มากที่สุด คือเพลงปิดท้ายที่ชื่อว่า ไม่มีเธอ (เพลงนี้เป็นเพลงแรกที่ทำให้ผมรู้จักวง) ดนตรีมันส์มาก คนดูร้องตามกระหึ่ม แต่เพลงอื่นคงยังต้องอาศัยเวลาอีกซักพัก
ใช้เวลาเซ็ตเครื่องอีกไม่นานนัก Big Ass ก็ออกมาวาดลวดลาย และเปิดคอนเสิร์ตด้วย ปลุกใจเสือป่า ที่เสียงกีต้าร์จมหายไปจนแทบจะไม่ได้ยิน ผมเลยเสียดายมากที่เพลงเปิดไม่เปรี้ยงอย่างที่ใจหวัง เพราะเสียงกีต้าร์ไม่พุ่งนี่แหละ (แต่ช่วงหลังๆ รู้สึกว่าเสียงจะดีขึ้นแบบผิดหูผิดตา หรือเป็นเพราะผมเริ่มหูอื้อก็ไม่รู้) อย่างไรก็ตาม พลังงานของ Big Ass ก็ยังมากพอที่จะทำให้ผมเริ่มสนุกแล้ว
เพลงที่ Big Ass เล่นเป็นเพลงที่สามมีชื่อว่า คนไม่เอาถ่าน มันเป็นเพลงที่ชวนขนลุกและ ‘จริง’ ที่สุดเท่าที่ผมรู้สึกได้ในคอนเสิร์ตนี้ ขนาดที่ว่าทำเอาผมน้ำตารื้นจนเกือบจะร่วงเลยทีเดียว
Big Ass อัดเมดเลย์กันต่ออีกซักพัก ก็ปล่อยให้แขกรับเชิญคนแรกออกมาโชว์ลีลาบ้าง และก็เป็นพี่บอย ณ Peacemaker (ที่แปรสภาพเป็นร็อกเกอร์ไปเรียบร้อยแล้ว) นั่นเอง พี่บอยเอาเพลงตัวเองมาร้องหนึ่งเพลง คนดูร้องตามกระหึ่มอีกแล้ว (แต่ผมร้องไม่ได้เลย!) และอีกเพลงหนึ่งนั้น พี่บอยหยิบเพลงของ Big Ass ที่ชื่อ เหตุผลง่ายๆ มาร้อง และเพลงนี้ก็ทำให้ผมขนลุกกับเสียงพี่บอยอีกครั้ง หลังจากผมเกิดอาการเบื่อพี่บอยไปเสียนาน มันคือข้อพิสูจน์ว่าผู้ชายคนนี้ร้องเพลงช้าได้กระชากใจจริงๆ
Big Ass กลับมาขึ้นเวทีอีกครั้ง พร้อมกับขนเพลงมาเล่นกันอย่างต่อเนื่อง และคงจะตามสคริปท์กันมากทีเดียว เรื่องอยากบ่นเรื่องแรกคือ Big Ass เอาเพลงมาเล่นแบบเมดเลย์หลายเพลงมาก คือผมเข้าใจว่าพี่แกก็คงเหนื่อย จะให้เล่นครบทุกเพลงคงไม่ไหว แต่เล่นเพลงละนิดละหน่อย อารมณ์ก็เลยขึ้นๆ ลงๆ อย่างบอกไม่ถูก หลังจากนั้นก็มีวีทีอาร์ของพี่ตูน ณ Bodyslam ที่เรียกเสียงกรี๊ดได้กระหึ่มมาก พี่ตูนมาพูดอะไรถึง Big Ass นิดหน่อย แล้วบอกว่าเจอกันที่เวที
เสียงกรี๊ดถล่มทลาย อินโทรเพลง เรา ซึ่งเป็นเพลงที่ Big Ass กับ Bodyslam ร้องและเล่นด้วยกันดังกระหึ่ม แล้วพี่แด็กซ์ก็ออกมาร้องก่อน แต่โอ้วววววว......ปรากฏว่าพอพี่แด็กซ์หันหน้ามา ดันกลายเป็นคุณพี่แมก ชวนชื่นไปซะนี่ หลังจากนั้น พี่ตูนก็โผล่มาก แต่อ๊ากซซซซซ.....ปรากฏว่าพอพี่ตูนหันหน้ามา ดันกลายเป็นคุณพี่แจ๊ก ชวนชื่นไปซะนี่ (ในลีลาที่ใกล้เคียงมากกกกกก) ร้องกันอย่างเมามันซักพัก คุณพี่ต๋อง ชวนชื่นก็ออกมาขัดจังหวะ และหลังจากนั้น มันคือโชว์ตลกคาเฟ่ บนเวทีคอนเสิร์ตร็อก!
สิ่งที่ดีเกี่ยวกับโชว์ตลกนี้คือ การล้อและเลียนพี่แด็กซ์และพี่ตูนได้ฮาเข้าขั้น แต่ผมรู้สึกว่าโชว์นี้ไม่ควรจะมาอยู่บนเวทีนี้เลยจริงๆ และไม่เห็นว่าโชว์นี้จะกลมกลืนกับคอนเสิร์ตได้เลยแม้แต่น้อย แถมยังทำให้อารมณ์สะดุดแบบสุดๆ แต่เอาเหอะ คนชอบก็คงมี (แต่ผมไม่ชอบ)
หลายนาทีแต่ยาวนานเหมือนชั่วโมงผ่านไป แล้ว Big Ass ก็กลับมากระหน่ำคนดูอีกครั้ง เพลงฮิตชนิดร้องตามได้ถูกขนมาเล่นกันแทบจะทั้งหมด แต่เพลงที่ผมชอบที่สุดกลับเป็นเพลงที่ไม่ฮิต แต่ร้ายกาจที่สุดเท่าที่ Big Ass เคยทำมา นั่นคือเพลงที่ชื่อว่า Begin (ซึ่งเป็นชื่ออัลบั้มใหม่ของวงด้วย) นี่คือมหากาพย์หกนาทีที่ Big Ass ปล่อยฝีไม้ลายมือชนิดหมดไส้หมดพุง มันคือเพลงที่อธิบายเหตุผลว่าทำไมผมจึงต้องรัก Big Ass
Big Ass ปิดท้ายคอนเสิร์ตด้วย ข้าน้อยสมควรตาย ที่เล่นเป็นรอบที่สอง แต่เรียกเสียงกรี๊ดได้ถล่มทลาย เพราะพี่ตูน (ตัวจริง) ออกมาร่วมแจมด้วยพลังงานล้นเหลือ
ผมจำเซ็ตลิสต์ไม่ได้ แต่จำเพลงที่ผมชอบมากได้ นั่นคือ คนไม่เอาถ่าน และ Begins ซึ่งได้อธิบายเหตุผลไว้ในย่อหน้าข้างต้นแล้ว เพลงที่สุดเหวี่ยงมากๆ อีกเพลงคือ ก่อนตาย เพลงแจ้งเกิดที่ทำให้ผมหวนนึกถึงคอนเสิร์ต Big Ass สมัยที่ผมยังเป็นเฟรชชี่
ส่วนเพลง พรหมลิขิต ซึ่งเป็นชื่อคอนเสิร์ตด้วยนั้น ถูกทำให้ฟุ่มเฟือยจนเกินเหตุ นั่นคือมีวีทีอาร์คู่รักมาพูดถึงความเชื่อเรื่องพรหมลิขิต พอ Big Ass ร้องไปได้ซักพัก คู่รักเหล่านั้นก็ออกเดินมายืนเรียงแถวเป็น background อยู่บนเวที พร้อมกับโบกไม้โบกมืออย่างกับในมิวสิควีดีโอ พอเพลงจบ พี่แดกซ์ก็ขอให้คนดูช่วยร้องให้ทางวงและคู่รักบนเวทีฟัง แล้วเพลงพรหมลิขิตก็ถูกบรรเลงขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้มีแต่เสียงคนดูเท่านั้น (พี่แด็กซ์โผล่มาขึ้นท่อนหัวให้หน่อยนึง) ผลก็คือเพลงนี้กลายเป็นเพลงที่สคริปต์แม่น และมีองค์ประกอบเอื้อต่อการสร้างอารมณ์ร่วมกับคนดูมากมาย แต่กลับล้มเหลวในทางปฏิบัติ ชนิดเทียบไม่ได้เลยกับเพลงอย่าง คนไม่เอาถ่าน หรือ คนหลงทาง ที่ ‘จริง’ จนสัมผัสได้
เรื่องที่ไม่เป็นอย่างที่หวังคือ คอนเสิร์ตใหญ่เสียค่าบัตรแบบ Big Ass เป็นเจ้าของเวทีแต่เพียงผู้เดียว กับคอนเสิร์ตอื่นๆ ที่ Big Ass เคยไปเล่นนั้น แทบจะไม่มีความแตกต่างกันเลย โอเคว่าเพลงฮิตถล่มทลายมันต้องเล่นอยู่แล้ว แต่ขึ้นชื่อว่าคอนเสิร์ตใหญ่ทั้งที คุณจะไม่อยากได้ยินเพลงไม่ฮิตอื่นๆ บ้างเลยหรือ เมื่อเล่นแต่เพลงฮิต คอนเสิร์ตก็จบเร็วไปโดยปริยาย (หรือเป็นเพราะว่าน้องหนูต้องรีบกลับบ้านกัน) คือประมาณสองทุ่มกว่าๆ ก็เลิกแล้ว เท่ากับว่าเวลาคอนเสิร์ตทั้งหมดประมาณชั่วโมงครึ่ง ตัดเวลาเซ็ตเครื่อง และตัดเวลาที่แขกรับเชิญขึ้นมาออกไป ก็เท่ากับว่า Big Ass อยู่บนเวทีแค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้นเอง แถมแขกรับเชิญก็แทบจะไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องหรือทำอะไรที่เป็น ‘พิเศษ’ กับ Big Ass เท่าไหร่ด้วย เหมือนออกมาคั่นเวลาให้วงได้พักเท่านั้นเอง ซึ่งผมคิดว่าโชว์คั่นเวลาสามารถที่จะทำให้ดีและสร้างสรรค์ได้มากกว่านี้อีก
อย่างไรก็ตาม หักกลบลบหนี้กับเหงื่อที่ผมเสียไป และเสียงที่แหบแห้งกับการแหกปากร้องตามเกือบทุกเพลงแล้ว คอนเสิร์ตนี้ก็ถือว่าสนุกทีเดียว
ปล 1. เดี๋ยวนี้เขาคัดดีเจที่หน้าตากันแล้วใช่ไหม คือว่าเปิดตัวดีเจฮอตเวฟแต่ละคนนี่เสียงกรี๊ดดังจัง
ปล 2. เมื่อผมแจ้งเกิดโดยไม่ต้องพยายาม
คอนเสิร์ตเลิกแล้ว ผมกับเพื่อนจึงเดินไปหาอะไรกินที่ชาเลนเจอร์ฮอลล์ (หรือตึกอะไรซักอย่างนั่นแหละ ที่อยู่ตรงข้ามธันเดอร์โดม) ระหว่างทางนั้น เพื่อนก็บอกว่าเข้าไปเดินข้างในฮอลล์ (ที่มีแอร์) กันเถอะ ผมจึงเดินเลี้ยวซ้ายเข้าไป ทันใดนั้นเอง ก็เกิดเสียงดังปั้ง! สนั่นหวั่นไหว ผู้คนแถวนั้นมากกว่ายี่สิบชีวิตมองเป็นตาเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย ผมมึนอยู่ชั่วครู่ พยายามจะมองหาว่าแว่นผมกระเด็นหายไปไหน ก่อนจะสำนึกได้ว่า แว่นยังอยู่บนหน้าผมเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือรอยปูดที่หน้าผาก และเจ็บที่เหนือริมฝีปาก ดีเท่าไหร่แล้วที่กระจกมันไม่แตก!
7 comments:
ไม่ชอบ Big Ass ไม่รู้เพราะอะไร
ว่าแต่ตอนจบนี่ เออ หักมุมดีแฮะ
ตอนแรกนึกว่า มีระเบิดที่เมืองทองแต่ปิดข่าวซะอีก แหะๆ
เคยดูเปิดตัวดีเจ met
อันนั้นก็เน้นหน้าตาเหมือนกัน
เปิดตัวแบบเดินบนแคทวอล์คเลย
เรียนกีต้าร์3เดือนควรจะเล่นได้รึยัง อยากรู้ เพราะยังเล่นไม่ได้เลย (ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาในblogเลยเนอะ)
^
^
^
^
ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม แต่สามเดือนควรจะเล่นอะไรได้บ้างแล้วล่ะ
วัชชี่ เออ เป็นไงบ้าง เราไม่รู้ว่าแกรู้จักวง flaming lips ป่ะ พอลแนะนำว่าดี แกอาจชอบ แนวๆ แกอ่ะ มัวแต่ไปดูคอนเสิร์ต งานไปถึงไหนแล้วจ้ะ :P
โอ้ย
ย้ายบ้านบ่อยซะจนปวดหัวเลยนะเนี่ย
ผมก้อชอบ big ass เหมือนกานนะมันส์ดี อีกอย่างก็คือ คาดว่าบ้านนักร้องนำน่าจะอยู่แถวๆบ้านผมเนี่ยแหละ เพราะ
1.สมัยก่อนตอนไปเล่นบาสที่ รร มักจะเจอวงนี้มาเตะบอลบ้าง
2.ไปกินข้าวแถวบ้านบางทีพี่นักร้องนำก็บึ่งมอไซค์มาซื้อของกิน จำได้สองครั้งที่ร้านลาบทีนึง และร้านติ่มซำแถวบ้านที่เจ๊งไปแล้ว
3.เจอที่ร้านเหล้าแถวบ้าน เห็นพี่แกมานั่งชิวคนเดียว ตอนนั้นกะลังมีข่าวเรื่องฉาวๆอยู่ด้วย สงสัยมาสงบสติอารมณ์
แต่ตอนนี้ไม่เห็นเลยแฮะ สงสัยอาจจะย้ายหนีแถวนี้ไปแล้วก็ได้นะ 555
ปล. หัวข้อทีสิสน่าสนใจดีแฮะ
ฟังเพลงพรหมลิขิตครั้งแรก หยุดทำอย่างอื่นชั่วคราว แล้วหันไปเร่งเสียงวิทยุขึ้นอีกสองระดับ
ไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับบิ๊กเอส แต่วันก่อนดูรายการทีวีที่บิ๊กแอสมาเล่นคอนเสิร์ต กลายเป็นว่าเราร้องเพลงเค้าได้เกือบหมด แล้วก็หันไปถามน้องว่า 'เพลงเค้าหมดนี่เลยเหรอ อย่างงั้นเจ้ก็ต้องคงชอบวงนี้แหละ ! เค้าออกเทปมากี่ชุดแล้วนะ '
Post a Comment